“ชาคริต” อัปเดตอาการ “น้องโพธิ์” ป่วย ใจแทบขาดเห็นลูกป่วยหนักแต่ต้องเข้มแข็ง
ก่อนหน้านี้ “น้องโพธิ์” ลูกชายของนักแสดงชื่อดัง “ชาคริต แย้มนาม” ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลกระทันหันจากอา การป่วยหนักเกิดจากภาวะแทรกซ้อนรุมเร้าพร้อมกันถึง 3 โรค ล่าสุดมีโอกาสเจอ “ชาคริต” เลยให้อัปเดตอาการของลูกชายให้ฟังว่า...
อ่านข่าวต่อ : “ชาคริต” เผย “น้องโพธิ์” อาการดีได้ขึ้นกลับบ้านแล้ว แต่ยังต้องดูแลต่อเนื่อง…

“ในสัปดาห์ที่เริ่มมีอาการ น้องโพธิ์มีอาการต่อมน้ำเหลืองบวมอยู่ 2 วัน เมื่อดูแลเบื้องต้นตามคำแนะนำของแพทย์แล้วไข้ยังไม่ลดลง ประกอบกับเริ่มมีอาการตาแดงและไข้ขึ้นสูง จึงตัดสินใจนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที เมื่อไปถึงโรงพยาบาล อาการกลับหนักขึ้นเรื่อยๆ จนตรวจพบว่าติดเชื้อไมโคพลาสมา ซึ่งเข้าไปโจมตีระบบภูมิคุ้มกันและอวัยวะในร่างกาย โดยแพทย์อธิบายให้เข้าใจง่ายว่า ด้วยความที่น้องโพธิ์เป็นเด็กที่แข็งแรงมาก ภูมิคุ้มกันจึงพยายามเข้าไปต่อสู้และกำจัดเชื้อโรค เหมือนตัวแพ็กแมนที่พยายามไปกินเซลล์เสีย แต่เมื่อทำงานหนักเกินไปจนเบรกไม่ได้ ภูมิคุ้มกันจึงกลับมาทำลายตัวเอง จนเกิดเป็นภาวะคาวาซากิ และส่งผลให้อวัยวะต่าง ๆ เกิดการอักเสบจนกลายเป็นภาวะ MIS-C ในที่สุด

จากการตรวจอย่างละเอียด พบภาวะผิดปกติและอาการอักเสบรุนแรงหลายระบบในร่างกาย ได้แก่ ค่าตับอักเสบพุ่งสูงเกิน 1,000 และเกล็ดเลือดสูงขึ้นไปถึง 500,000 ตรวจพบลิ้นหัวใจรั่ว 3 จุด ซ้าย 2 จุด และขวา 1 จุด รวมถึงเส้นเลือดใหญ่ที่ทำหน้าที่ปั๊มเลือดไปเลี้ยงร่างกายเกิดการขยายตัวขึ้นเป็น 3 เท่าตัว

มีไข้สูงถึง 41.5 องศาเซลเซียสขึ้นไปตลอดเวลา พยาบาลต้องเช็ดตัวลดไข้ทุก 15–30 นาที นอกจากนี้ ความร้อนจัดในร่างกายยังส่งผลให้เส้นเลือดฝอยแตก เมื่อล้างจมูกด้วยน้ำเกลือพบว่ามีเลือดไหลซึมออกมา มีอาการตาแดง ปากแตก มีผื่นขึ้นตามตัว ต่อมน้ำเหลืองบวมคล้ายคางทูม และมีอาการมือ-เท้าลอกอย่างหนัก การรักษาโรคกลุ่มนี้มีเงื่อนไขเรื่องเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยควรรักษาให้ทันภายในไม่เกิน 10 วัน และช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือไม่เกิน 7 วัน ซึ่งโชคดีที่ผลแล็บบุโรคได้ชัดเจนในวันที่ 7 พอดี แพทย์จึงวางแนวทางรักษาได้ทันท่วงที ด้วยการให้ยาฆ่าเชื้อควบคู่กับการเพิ่มภูมิคุ้มกันผ่านทางสายน้ำเกลือต่อเนื่องข้ามคืนนานกว่า 10 ชั่วโมง จนไข้ของน้องโพธิ์ค่อย ๆ ลดลงและสภาวะร่างกายเริ่มฟื้นตัว

สภาพจิตใจยอมรับว่าเป็นช่วงเวลา 7–10 วันที่หวาดเสียวและยากลำบากมาก ตนต้องตั้งสติและทำตัวนิ่งๆ ต่อหน้าน้องโพธิ์เพื่อไม่ให้ลูกตกใจ ขณะที่ตัวน้องโพธิ์มีจิตใจสู้มากและไม่ยอมแพ้ แม้จะทรมานจากไข้สูง ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวยังตรงกับช่วงที่ครอบครัวมีภารกิจแน่น ทั้งงานถ่ายรายการและงานบูธขายทุเรียนบูธสุดท้ายของปี ทำให้ตนเอง ภรรยาและทีมงาน ต้องสลับหน้าที่กันดูแลทั้งงานและลูกชายที่โรงพยาบาลไปพร้อมกัน

ส่วนสาเหตุการติดเชื้อไมโคพลาสมา แพทย์ระบุว่าไม่สามารถระบุต้นตอได้แน่ชัด เพราะอาจเกิดการปะปนในอากาศหรือเดินผ่านผู้คนในชีวิตประจำวัน ซึ่งช่วงที่ภูมิคุ้มกันตกจากการออกกำลังกายเยอะ เชื้อจึงฟักตัวและโจมตี แพทย์จึงแนะนำว่าให้อย่าคิดหาต้นตอ แต่ให้ดีใจที่รักษาได้ทันเวลา

ปัจจุบันหลังออกจากโรงพยาบาลได้ประมาณ 1 สัปดาห์ อาการของน้องโพธิ์ดีขึ้นแล้ว 80% ค่าตับและค่าอักเสบในเลือดลดลงจนเกือบเข้าสู่ภาวะปกติ ลิ้นหัวใจรั่วด้านขวา (1 จุด) เริ่มปิดลงแล้ว ส่วนด้านซ้าย (2 จุด) ยังมีรอยรั่วและอยู่ระหว่างรอการฟื้นตัว เส้นเลือดที่ขยายตัวต้องใช้เวลาฟื้นฟูประมาณ 1–2 เดือน และผิวหนังบริเวณมือและเท้าที่เคยลอกหนา เริ่มมีเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมาทดแทน และต่อมน้ำเหลืองยุบลงจนเกือบหมด

สำหรับการดูแลระยะยาว แพทย์วางแผนนัดติดตามอาการ (Follow-up) ทุก ๆ 2 เดือนในระยะแรก เพื่อเช็กการฟื้นตัวของลิ้นหัวใจและเส้นเลือด หากไม่มีเหตุแทรกซ้อน จะต้องเดินทางไปตรวจเช็กหัวใจอย่างละเอียดปีละ 1 ครั้ง เป็นเวลาต่อเนื่อง 5 ปี แพทย์ได้อนุญาตให้น้องโพธิ์กลับไปใช้ชีวิต ทำกิจกรรม เล่นกีฬา หรือว่ายน้ำได้ตามปกติเหมือนเด็กทั่วไป เพื่อสุขภาพจิตที่ดี เพียงแต่ครอบครัวต้องคอยประกบดูอยู่ห่าง ๆ และเตือนให้หยุดพักทันทีหากเริ่มมีอาการเหนื่อยล้า”










