“นัท LYKN” บนเวทีมั่นใจ แต่ชีวิตจริงคิดเยอะ! เปิดปมวัยเด็กและความสูญเสียครั้งใหญ่
สัมผัสอีกด้านของ “นัท ธนัท ด่านเจษฎา” หรือ “นัท LYKN” ศิลปินหนุ่มสุดฮอตที่หลายคนคุ้นภาพความมั่นใจบนเวที แต่เบื้องหลังกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ผ่านรายการ Woody Talk ย้อนเล่าปมในวัยเด็กที่ทำให้กลายเป็นคนขี้อาย คิดเยอะ และกังวลทุกการแสดงออกจนหลายครั้งถูกเข้าใจผิดเพราะเป็นคนหน้านิ่ง พร้อมเปิดใจถึงช่วงเวลาหนักที่สุดในชีวิต หลังสูญเสียคุณพ่อ ซึ่งกลายเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ที่ทำให้วันนี้เลือกใส่ใจและใช้ทุกนาทีกับคนที่รักให้มีค่าที่สุด
อ่านข่าวต่อ : ส่งกำลังใจ GMMTV ประกาศ “นัท LYKN” งดเข้าร่วมงาน หลังสูญเสียคุณพ่อ

“คือจริงๆ ผมโชคดีด้วยที่ได้มาอยู่กับค่าย GMMTV รู้สึกว่าในค่ายให้โอกาสเยอะมากๆ พอ LYKN ได้ประกาศคอนเสิร์ตไป แล้วก็มี World Tour จริงๆ ก็รู้สึกว่ามันมาไวมากเหมือนกัน ที่เราได้ไปลองอะไรแบบนั้น และรู้สึกว่ามันเป็นสนามซ้อมของเรา ได้พัฒนาทักษะจากตรงนั้นต่อๆ กันไป

ฉายา “แปลกแบบปกติ ผมเป็นคนแปลกนิดหนึ่ง รู้สึกว่าการแสดงออกความรู้สึกของผมมันค่อนข้างซับซ้อน ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยกล้าที่จะแสดงความรู้สึกตัวเองออกไปตรงๆ ผมเป็นคนคิดเยอะ อาจจะทำให้เวลาผมแสดงออกไปแล้วมันดูแปลกสำหรับคนที่ฟังอยู่ ดูเหมือนกับว่าเรารู้สึกอย่างนี้จริงๆ หรือเปล่า คือผมเป็นคนคิดเยอะมากเวลาจะพูดอะไรออกไป ผมเป็นคนที่อยู่ตรงกลางในทุกความรู้สึก ถ้าในวงมีใครที่รู้สึกว่ามีปัญหาอะไร ก็จะมาคุยกับผมบ้าง ผมจะเป็นคนที่รับฟังเสียส่วนใหญ่ อาจจะให้คำแนะนำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่ผมจะเป็นคนชอบรับฟัง ถ้าเครียดก็คือมาระบายกับผมได้ คือเวลาผมอยู่กับ LYKN รู้สึกผมเหมือนเด็ก ผมเห็นสายตาที่พวกเขามองผมในมุมมองที่รู้สึกเหมือนผมเป็นเด็กยังไงไม่รู้ รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่ขี้อายมากๆ เวลาได้มาคุยกับคน ผมจะเป็นคนที่ไม่ค่อยมั่นใจมากเท่าไหร่ อาจจะเพราะผมมีเป้าหมายที่อยากเป็นศิลปิน ผมได้ทำกิจกรรมตั้งแต่เด็ก ไปเต้น ไปออดิชันในรายการ Project Alpha แล้วได้มาเป็นศิลปิน ก็อาจจะทำให้ผมทลายกำแพงตรงนั้นเวลาอยู่บนเวที ผมอาจจะเป็นอีกคนหนึ่งที่รู้สึกมั่นใจในตัวเอง ผมอาจจะชอบอยู่บนเวทีเพราะผมรู้สึกว่าตัวเองมั่นใจมากกว่าตอนอยู่ข้างล่างเวที เป็นผมอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง เพราะมีแฟนๆ ด้วย เพราะเรารู้ว่าเราทำอะไรไปแล้วเขาจะชอบที่เราแสดงอยู่บนเวที เลยรู้สึกมั่นใจว่าเราจะทำแบบนี้ไป บวกกับมีวง LYKN ด้วยที่เป็นเหมือนพื้นที่ปลอดภัยของผม ทำอะไรจะมีอีก 4 คนคอยผลักดัน ซึ่งมันก็เป็นอีกมวลพลังงานหนึ่งที่ทำให้มั่นใจในตัวเองเวลาผมแสดงอยู่บนเวที รู้สึกว่ามันเป็นที่ของเรา ปกติผมเป็นคนหน้านิ่งแล้วมันอาจจะดูหยิ่งหรือเปล่า ถ้าเกิดเราไม่ยิ้มคือจะคิดเยอะมากๆ ประมาณหนึ่งว่าถ้าเราหน้าประมาณนี้แล้วเวลาคนมองมาก็จะคิดไปร้อยแปดพันเรื่องแล้วว่าเขาจะมองเรายังไง

ตอนนั้นก็รู้สึกเหมือนงงไปเลย วันนั้นเหมือนเสร็จงานแล้ว กำลังจะบินกลับแล้ว แล้วเหมือนตื่นมาตอนเช้าแล้วเห็นไลน์เด้งขึ้นมาว่าจัดงานศพวันนี้นะ ผมก็ “เหรอ” แล้วผมก็เหมือนสมองว่างเปล่าไปเลย ผมไม่รู้ต้องทำตัวยังไงเลย ทุกอย่างมันเงียบ ผมอยู่ในห้องนอนคนเดียวแล้วมันเงียบกริบไปหมด เป็นความรู้สึกที่เอาจริงๆ ผมไม่เคยสูญเสียใครมาก่อนเลย เรียกว่าคุณพ่อเป็นคนแรกเลยที่ผมสูญเสีย รู้สึกว่าผมเห็นคุณแม่เศร้าก็เลยรู้สึกว่าตัวเองอาจจะต้องไม่ได้เศร้าขนาดนั้นเพื่อทำให้คุณแม่รู้สึกโอเค รู้สึกว่าเราจะต้องเป็นคนที่ดูแลคุณแม่ต่อจากคุณพ่อ ก็เลยอาจจะต้องเป็นคนที่เข้มแข็งประมาณหนึ่ง เอาจริงๆ คุณพ่อป่วยมานานแล้ว ค่อยๆ ทรุดลงเรื่อยๆ ช่วงที่ผมทัวร์คอนเสิร์ตไม่ค่อยได้เจอคุณพ่อ แต่ว่าคุณพ่อก็อยู่ที่บ้าน มีคุณแม่กับพี่ชายช่วยดูแล ช่วงนั้นมีบินไปอเมริกาแล้วก็เว้นอาทิตย์หนึ่งแล้วไปยุโรป ซึ่งช่วงที่บินไปยุโรปคือช่วงสุดท้ายที่คุณพ่อเริ่มจะไม่ไหวแล้ว วันนั้นก็เป็นวันที่ผมงงกับชีวิตตัวเองประมาณหนึ่งว่ามันเกิดขึ้นจริงแล้วเหรอ เพราะผมไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้ แต่สุดท้ายแล้วมีอะไรให้เราทำมากจนเกินกว่าที่จะมานั่งคิดเรื่องที่มันเศร้า คือผมเป็นคนที่ไม่ได้ชอบไปนั่งนึกเรื่องที่มันเศร้า หรือเสพติดความเศร้า บางคนอาจจะไปนั่งดูรูปเก่าเพื่ออินกับความเศร้าตรงนั้น แต่ผมรู้สึกว่าต้องใช้ชีวิตต่อ แล้วก็มีหน้าที่ๆต้องทำต่อ อาจจะไม่รู้ว่าผมกดสิ่งนั้นไว้หรือเปล่า แต่ผมพยายามที่จะไม่กลับไปดูมันมากเท่าไหร่

เขาเป็นคนที่ติดตามดูผมอยู่ตลอด คอยดูคอมเมนต์ของแฟนๆ ตลอดแล้วก็จะบอกว่าเขาพิมพ์อันนี้มาหาเรานะ แล้วก็เปิดให้ผมดู เขาภูมิใจในตัวผมมากสุดๆ เลย เขาเป็นคนไปส่งผมซ้อมเต้น ไปฟิตเนสตลอด ก่อนที่เขาจะป่วยแล้วก็ไปส่งผมไม่ไหว คุณพ่อมีคนรักเยอะมากๆ ไม่เคยดุผมเลย ดุผมน้อยมากๆ และค่อนข้างตามใจผม เวลาแม่ดุเขาก็จะคอยโอ๋ผมตลอด เวลาผมกลับบ้านดึก คุณพ่อก็จะไลน์มาบอก “แม่เอาแล้วนะ แม่เริ่มแล้วนะ” ผมก็จะรีบกลับ คุณพ่อเป็นคนที่น่ารักกับผมมาก ผมคิดถึงเสียงของเขา เขายังไม่ได้ไปคอนเสิร์ตครั้งที่ 2 ของผมเลย คอนเสิร์ตแรกเขาได้ไป แต่ว่าคอนเสิร์ตครั้งที่ 2 ในช่วงปีที่ผ่านมาเหมือนเขาเริ่มไม่ไหวแล้ว ก็เลยต้องอยู่แต่ที่บ้าน ถ้าเขายังอยู่เขาคงเปิดเพลงของผมฟังแล้วก็ลุกมาเต้นแน่ๆ เพราะเพลงแรกๆ ของผมในวง LYKN เขาจะชอบเต้นท่าของเขา ซึ่งมันก็ไม่ค่อยเป็นท่าเต้นเท่าไหร่ แต่ผมคงคิดถึงเสียงเขามาก ๆ ทุกวันนี้บางทีนอนอยู่ก็เหมือนเห็นเขาอยู่ในห้อง แล้วก็ลุกมาฟังเพลงของผม ถ้าเขาอยู่คงเปิดฟังเพลงเดี่ยวเพลงแรกของผมไม่หยุดเลย

ช่วงหลังๆ ผมบินไปทัวร์คอนเสิร์ตเยอะมาก แล้วจะได้เจอเขาแค่ตอนกลางคืนซึ่งเขาหลับไปแล้ว พอกลับมาแล้วก็ไม่ค่อยได้พูดคุยอะไรกับเขามากเท่าไหร่ พอตื่นเช้าผมก็ออกไปทำงาน ออกไปซ้อม ช่วงอายุ 21 ถึง 23 ปี เป็นช่วงที่ผมซ้อมเยอะมากๆ ในช่วงที่กำลังฟอร์มวง LYKN อยู่ มีอะไรหลายๆ อย่างที่ต้องทำเยอะมากในชีวิตช่วงนั้น มันเลยทำให้เวลาที่ได้อยู่กับคุณพ่อลดน้อยลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายท่านจากไปตอนที่เรายังไม่ได้เห็นหน้าเขาเป็นครั้งสุดท้ายด้วยซ้ำ แต่สำหรับการใช้ชีวิตกับเขาช่วงที่มีความสุขมันเยอะมากๆ แล้ว แต่ผมแค่รู้สึกว่ายังไม่ได้ตอบแทนอะไรเขามากเลยกับสิ่งที่เขาทำให้ผม

ตอนนี้ก็มีแค่พี่ชายกับผม แล้วก็คุณแม่ พี่ชายผมอายุห่างกับผม 4 ปี ตอนนี้ก็ประมาณ 27 ปี คุณแม่ก็อยู่กับพี่ชายเป็นส่วนใหญ่เหมือนกัน เพราะผมต้องไปทัวร์คอนเสิร์ต แต่ถ้าผมกลับมา ผมก็จะใช้เวลากับคุณแม่มากขึ้นกว่าเดิม ช่วงนี้ก็นั่งดูโทรทัศน์เป็นส่วนใหญ่ แบบเปิด YouTube ดูกับท่าน ผมจะนั่งอยู่ข้างๆ คุณแม่ ไปอยู่ในห้องของเขา ไม่ได้ไปซุกตัวอยู่ในห้องคนเดียวเหมือนแต่ก่อนแล้ว คือแต่ก่อนอาจจะกลับบ้านมาเหนื่อยๆ ก็อยากอยู่คนเดียวเงียบๆ แต่ทุกวันนี้คือเราอยู่คนเดียวเงียบๆ แต่เราแค่ย้ายตัวเราไปอยู่กับเขา ให้เขารู้ว่ามีเราอยู่ตรงนั้น คือผมอยู่เงียบๆ แต่ผมก็ยังอยู่กับเขา แต่ถ้ามีโอกาสก็อยากไปเที่ยวกับเขา
เพลงเดี่ยวแรกในชีวิต “เทสดี (Tasty) แต่ชื่อภาษาไทยคือ “เทสดี” เป็นการเล่นคำนิดหน่อย เป็นเพลงเดี่ยวแรกของผมเลย”





