“เก่ง ธชย” ช็อก! เล่าประสบการณ์ลงนะหน้าทองวัดดัง ถูกสั่งถอดเสื้อผ้าลงอักขระ
จากกรณีข่าวพิธีแก้กรรมที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ หลังมีเหยื่อร้องถูกอาจารย์แก้กรรมชื่อดังในจ.ลำพูน ทำพิธีกรรมแก้อาการปวดหัวเรื้อรังด้วยการอนาจาร ล่าสุดนักร้องหนุ่ม “เก่ง ธชย” เผยว่า...
อ่านข่าวต่อ : “เก่ง ธชย” เป็นห่วง “ปราง” เชื่อจัดการได้ ปมไม่ร้องเพลง HBD ในร้าน

“ผมมีประสบการณ์คล้ายกันที่เป็นข่าวเหมือนกัน แต่ของผมแค่ถอดเสื้อผ้าเหมือนกัน เขาให้ผมเข้าไปในห้อง คือเป็นที่ที่หนึ่ง เป็นวัด คือวันนั้นเราไปไหว้พระ คือมันเกิดขึ้นเร็วมาก เขาเรียกให้ผมเข้าไปในห้อง เราไม่คิดว่ามันจะเกิดเหตุการณ์นี้ เขาบอกให้เราถอดหมดเลยทุกอย่าง คือเราก็ถอดแล้ว คือผมเข้าใจเหยื่อ ผมรู้เลยว่าสถานการณ์นั้นกำลังงงอยู่ แล้วด้วยความกึ่งศรัทธา ก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ก็ถอดหมด แล้วเขาก็ใช้ปากกา เคยเห็นปากกาที่ใช้เขียนแต่เป็นไม้ แล้วมีปลายที่ไม่ใช่เป็นปากกาเขียน แต่ที่เป็นปากกาเขียนอักขระ เขาก็จาร จาร จาร แล้วก็มาจารตรงนั้น ผมเขิน เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่ที่ไง แต่มันเสร็จไปแล้ว ไม่ใช่เสร็จแบบนั้นนะ หมายถึงว่าผมไม่ได้เสร็จนะ คือพิธีมันจบไปแล้ว แล้วผมก็ไม่ได้มีอารมณ์อะไรด้วย เราจะไปเสริมนะเมต ตา เราก็ไม่คิดว่ามันจะฟลูออปชั่นขนาดนี้ เราก็ตกใจ และพอออกมา ท่านก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็ปกติ เราก็เลยรู้สึกว่า เราก็เลยเลือกที่จะมองผ่าน เพราะว่ามันผ่านไปแล้ว เขาทั้งเขียนทั้งเขี่ยตอนนั้น

คือถ้าตามสื่อผมเคยไปที่นี่ คนจะเห็นตามสื่อ ที่นี่เด่นนะเมตตา แล้วก็ปาฏิหาริย์ เขาบอกว่ามันมีปาฏิหาริย์คือหลังเขี่ยเสร็จ ผมก็ตกใจ แต่คือมันมีหลายเรื่อง ความเชื่อมันเป็นเรื่องของ Matching ถ้าความเชื่อเรากับเขาไม่ได้จูนกัน ไปด้วยกันไม่ได้ ก็พอรู้สึกว่าความเชื่อมันไม่ตรงกัน ก็ไม่ได้ไปอีกเลย หลังทำแล้วชีวิตก็ปกติ เรากลับมาคิด เขินจังวะ ผมคิดว่าทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็ว แล้วทำไมปากหนักไม่ถามเขาก่อนว่าต้องถอดเหรอครับคือผมเห็นในข่าว เขามีถามนะ แต่ของผมเขาให้ถอด ผมถอดเลย คือเขาไม่ใช่คนธรรมดา เราก็เชื่อถือ ก็จะแอดวานซ์กว่าเคสที่เห็นหน่อย ประมาณนั้นแหละ คือผมไม่รู้ว่าเขายังทำแบบนี้อยู่ไหม แต่พอมีพี่หลายๆ คนที่ขอคอนแทคผมก็ยังให้นะ แต่ก็จะไม่ได้บอก คือล่าสุดมีพี่นักข่าวเขาเห็นว่าเก่งเคยไปเหมือนเขาไปทำสกู๊ป ผมก็ให้เบอร์ไป แต่ผมไม่รู้ว่าวัดเป็นยังไงแล้ว


ค่อนข้างที่จะตกใจ เพราะจริงๆ แล้วเวลาเราจะเชื่ออะไรเราต้องดูหลักฐาน แล้วหลักฐานมันค่อนข้างจะชัดเจน เราก็เชื่อหลักฐาน คือมันเป็นเครื่องยืนยันนะว่ามันจริงไม่จริง พอเกิดเหตุการณ์นี้ก็ทำให้เรามีสติมากขึ้นมากๆ ในฐานะชาวพุทธ

ตอนแรกผมก็มีงอน บางอย่างมันเหมือนทำให้เราเสียศรัทธา แต่พอไปๆ มาๆ ภูมิต้านทานมันเข้าที่ มันทำให้เรามีสติในการที่จะเชื่ออะไรมากขึ้น เพราะว่าบางอย่างมันก็ต้องยอมรับว่าตอนที่เราเชื่อ มันเชื่อสุดใจจริงๆ เวลาที่เก่งเชื่ออะไร เก่งเชื่อสุดใจจริงๆ ความเชื่อเป็นเรื่องส่วนบุคคล ต่อให้เก่งพูด หรือใครหลายๆ คนบอกคุณให้มีสติ ก็ไม่เท่ากับการที่คุณมีสติด้วยตัวเองยังไง ผมก็แค่ขอเป็นอีกหนึ่งเสียงในการย้ำเตือนคุณว่า ถ้าเกิดจำเป็นต้องเชื่ออะไรหรือศรัทธาอะไรคุณก็อยู่ภายใต้บรรทัดฐานของคำว่ามีสติและความเข้าใจจริงๆ ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นน่าจะ 10 ปีได้ คือเป็นช่วงที่กลับจากอเมริกาเลย”











