แตกหักแล้ว! “เปิ้ล ณภัทร” ประกาศขอดูแล “พ่อเด๋อ ดอกสะเดา” คนเดียว ตัดขาด “ปู กนกวรรณ”
ก่อนหน้านี้ “ปู กนกวรรณ” แฉอดีตสามีตลกชื่อดัง “เด๋อ ดอกสะเดา” คบซ้อน 29 ปี เพิ่งรู้อีกฝ่ายจดทะเบียนสมรส ทำให้ตัวเองต้องตกเป็นเมียน้อย ในขณะที่ “เด๋อ” ป่วยติดเตียงจากโรคสโตรก ต่อมา “เปิ้ล ณภัทร” ลูกสาว “เด๋อ” ได้ควง “ขวัญ” สาวอีกคนที่ถูกพาดพิงออกมาเปิดตัว พร้อมโต้ “ปู” กลับ ล่าสุด “เปิ้ล ณภัทร” ได้นัดสื่อ มวลชนแถลงอีกครั้ง โดยครั้งนี้มาพร้อมทนายความ “ชิตพงศ์ พุทธี” ประกาศหลังจากนี้ขอดูแลพ่อคนเดียว
อ่านข่าวต่อ : ลูกสาว “เด๋อ ดอกสะเดา” แถลงปมพ่อมีโลกสองใบ จดทะเบียนซ้อน ?

เปิ้ล : “วันนี้ณภัทรมาชี้แจงแทนคุณพ่อ ที่ไม่สามารถออกมาพูดเองได้ เพราะพ่อป่วยติดเตียง ณภัทรขอเริ่มประเด็นแรก ที่บอกว่าพ่อมีโลกสองใบ ณภัทรอยู่กับคุณพ่อตลอด 29 ปี ไปมาหาสู่กันตลอด ณภัทรกล้าบอกว่าพ่อไม่ได้มีโลกสองใบ ณภัทรไม่เคยเห็นและไม่ได้ยินข่าวนั้นเลย ระหว่าง 29 ปีณภัทรช่วยคุณปูทำซีดี ได้ค่าจ้าง ไม่เคยยุ่งเกี่ยวใดๆ ทำลูกชิ้นปู-เด๋อ ก็ได้รับค่าจ้างต่อครั้ง ปูเด๋อแบรนด์เนม ณภัทรก็เข้าไปช่วย ณภัทรมีหน้าที่จดแพ็กของ จนมาถึงครีมปราย ณภัทรก็จัดออเดอร์และแพ็กของ จัดทริปไปญี่ปุ่นให้ลูกค้าของครีมปราย ตลอดระยะเวลาณภัทรอยู่กับครอบครัวคุณพ่อตลอดเวลา จนถึงคุณพ่อป่วย

ประเด็นคุณขวัญ 29 ปีณภัทรไม่เคยได้ยินข่าวว่าพ่อคบคนนี้หรืออะไร ณภัทรเจอเขาตอนพ่อป่วยปลายเดือนส.ค. เท่านั้น พี่เขาบอกว่าถ้ามีอะไรให้ช่วยเหลือได้ เป็นการตอบแทน ก็ให้บอกเขานะ เขาจะมาช่วย เพราะเขาเห็นเราทำคนเดียวตลอด ตอนเขามาเยี่ยม ส่วนเรื่องที่คุณปูบอกว่าคุณพ่อจดทะเบียนสมรส ยืนยันว่าพ่อไม่เคยจดกับใคร นอกจากคุณแม่ณภัทร และหย่ากันปี 30 ที่คุณปูเจอขวัญที่ศูนย์ เพราะวันนั้นณภัทรหาใครไม่ได้จริงๆ ที่ต้องดูแลคุณพ่อ คุณพ่ออยู่ศูนย์เป็นห้องเดี่ยว ต้องมีญาติเฝ้าตลอด 24 ชม. ณภัทรต้องไปทำธุระจริงๆ น้องชายก็ไม่อยู่ ไปต่างจังหวัด ณภัทรดูแลคุณพ่อทั้งวันทั้งคืน ก็หาใครไม่ได้ ก็นึกออกว่าถ้ามีอะไรก็ให้เขามาช่วยได้ ไม่มีเจตนาคิดร้ายครอบครัวคุณพ่อ ระหว่างนั้นคุณปูพูดกับคุณพ่อว่า คุณทำอะไรไว้กับปูที่ผ่านมา ปูขออโหสิกรรมนะ เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ ก็คิดว่ามันคืออะไร เขาจะไม่มาหาพ่อเราแล้วเหรอ เราก็ไม่เคยคุย ไม่เคยถาม จนวันหนึ่งต้องใช้พี่ขวัญมาดูแลแทนพ่อ พี่ปูไม่มาเลย 2 อาทิตย์ มาครั้งละ 20-30 นาที ณภัทรไม่เคยทิ้งพ่อเลย (เสียงสั่น) ส่วนที่พี่ปูบอกว่าณภัทรเข้าข้างพ่อ ณภัทรไม่ได้เป็นคนพูดว่าอโหสิกรรม เพราะเรานั่งรถมาด้วยกัน 2 คน เราจำได้ แต่เป็นเขาที่พูดขึ้นมาก่อน

วันที่ 22 มี.ค. พี่ปูบอกว่าพ่อพูดไม่ชัด ขาชา เราก็คิดว่าทำไมไม่พาพ่อไปรพ.ก่อน เราอยู่คนละบ้าน ต้องรอสามีขับรถพาไปรับคุณพ่อ ถึงรพ. 10 โมง ทำเรื่องทุกอย่าง ถามว่าช้าเกินไปไหม ก็น่าจะช้าเกินไป จนพ่อไปอยู่ได้ 1 อาทิตย์แล้วออกมา พ่อก็เริ่มฝึกเดินได้ กำลังจะเดินได้ดี อยู่ไป 2 อาทิตย์ เราเข้าไปเทกระบอกฉี่ทุกวัน ทำหน้าที่ลูกทุกวัน ทั้งที่ต้องดูแลครอบครัวเรา และแม่สามีเราด้วย สองอาทิตย์นี้ได้รับโทรศัพท์จากพี่ปูอีก ว่าพ่ออาการคล้ายเดิม ไม่ค่อยดี ลิ้นแข็ง ขา ชา ณภัทรพาพ่อไปรพ.หน่อย ณภัทรเลือกรพ. รัฐ เพราะอยากช่วยเซฟค่าใช้จ่าย การเป็นสโตรกก็ใช้เงินเยอะในการรักษา พอครั้งนี้ พ่อเริ่มไม่ดีมากแล้ว ก้านสมองเกี่ยวกับลิ้น ลิ้นไหลไปจุก พ่อหายใจไม่ได้แล้ว ต้องใช้เครื่องหายใจ หมอบอกอยู่ได้ 14 วันนะ ต้องเจาะคอ ทุกอย่างปรึกษาคุณปูตลอด แต่คุณปูบอกว่าแล้วแต่ณภัทร ทุกอย่างพี่ต้องตัดสินใจเองทั้งหมด มันเป็นอะไรที่ลำบากใจ เพราะเราตัดสินใจคนเดียวทั้งหมด ในเรื่องการรักษา แต่ไม่เป็นไร ในฐานะลูกเราทำได้

ตอนเจาะคอก็อยู่กับคุณพ่อคนเดียวเหมือนกัน พี่ปูมาบ้าง แต่มาแล้วเขาบอกเมื่อย ปวดตัว ก็บอกไม่เป็นไร ณภัทรดูแลเองได้ พอเริ่มออกจากรพ. ก็มีการพูดคุยว่าจะให้คุณพ่ออยู่ศูนย์ไหม หรือจะอยู่บ้าน สะดวกหรือเปล่า เขาบอกแล้วแต่ณภัทร ว่าคิดเห็นยังไง ณภัทรบอกอยู่ศูนย์ก็ดี มีคนช่วยดู ผ่านไปวันนึง เขาบอกให้พ่ออยู่บ้านดีกว่าจะได้ไม่เหงา เป็นเหตุให้พ่ออยู่บ้าน จ้างพี่เลี้ยง สภาวะตอนนั้นคือติดเตียง พูดไม่ได้ มีสภาวะซึมเศร้า หงุดหงิด เคาะเรียกตลอด ถ้าเราพูดนำเขาก็บอกว่าใช่ ดี เราไม่สามารถสรุปอารมณ์ได้ว่าพ่อไม่ชอบคนนั้นคนนี้ จนพี่เลี้ยงไปถึงสองคน พี่ปูบอกว่าจะไม่ให้ใครมาดูแล้ว จะไม่จ้างพี่เลี้ยงนะ เพราะไม่ชอบให้ใครมาอยู่ในบ้าน เราก็ไม่เป็นไร เขาคงไม่สะดวก

พอพี่เลี้ยงคนที่สอง บอกออก 26 นะ ณภัทรก็บอกว่าพี่ต้องดู แลคุณพ่อนะ เพราะพี่เลี้ยงจะออกแล้ว เขาบอกให้ณภัทรทำอาหารส่งพ่อก็พอ ทำให้ณภัทรไม่ได้เข้าไปหาพ่อ 26 วัน แต่ทำอาหารส่งทุกอาทิตย์ หาหมอตามนัด ขอสิทธิ์ต่างๆ มีเพียง 26 วันที่ณภัทรไม่ได้เข้าไปดูแลขนาดนั้น แต่เมื่อเกิดเหตุอันใด ณภัทรเป็นคนจัดการทั้ง หมด จนวันที่ณภัทรพาคุณพ่อไปกายภาพที่รพ. วันที่ 21 ส.ค. ให้รถแอมบูแลนซ์ไปส่งคุณพ่อที่บ้าน จนวันที่ 24 ก็มีเหตุแจ้งมาว่า ถ้าพ่อเป็นอะไรไป จะให้ทางเขาหรือณภัทรจัดการ มันทำให้ณภัทรใจไม่ดี ก็ถามว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า ทางนั้นแจ้งมาว่าคุณพ่อซึม ไม่ดูทีวีเหมือนเมื่อก่อน นอนอย่างเดียว มีเสมหะออกมาเป็นสีเลือด เราก็ใจไม่ดีแล้ว

ตั้งแต่วันที่ 21 ไม่ได้พูดคุยกันจนวันที่ 24 ไม่รู้พ่อเป็นยังไง ก็บอกว่าจะเรียกรถแอมบูแลนซ์ไปรับวันนี้ที่รพ. สภาพคุณพ่อลงจากรถ ณภัทรคิดว่าพ่อคงอยู่ได้ไม่นาน (เสียงสั่น) ณภัทรเลยโทร.หาอาเป็ด เชิญยิ้ม และบอกว่าคุณพ่อเป็นแบบนี้ หนูไม่รู้จะทำยังไง อาเป็ดบอกใจเย็นๆ เดี๋ยวอามาหา ไม่ต้องคิดอะไรมาก ตลอดเวลาเราได้คุยกับอาเป็ดแล้วเรารู้สึกดีขึ้น คุณหมอให้เซ็นว่าคุณพ่อติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ติดเชื้อที่ปอด ไม่แน่ใจว่าพ่อตอบรับยาได้มากน้อยแค่ไหน เพราะพ่อเคยให้ยาตัวนี้มาแล้ว เราเลยต้องเซ็น แต่รายงานครอบครัวพ่อตลอด คุยกับอาเป็ดแบบนี้ๆ จนมีข่าวที่ตลกลงรูปพ่อ ทำให้รู้ว่าพ่อป่วยหนักพ่อให้ยาฆ่าเชื้อ 1 อาทิตย์ ทางบ้านนั้นไม่เคยมา แต่คุยไลน์บ้าง ตกลงว่าจะเอาพ่อไปอยู่ที่ไหน คุณปูบอกว่าพี่ไม่ไหวแล้ว ดูแลไม่ไหว ณภัทรจัดการได้เลย ทั้งหมดที่พูดณภัทรมีไลน์นะคะ พอหมอบอกไวมากต้องออกวันนี้ เราไม่ได้เตรียมอะไรทั้งนั้น ก็เลยเสิร์จกูเกิ้ลหาศูนย์ที่ใกล้ที่สุด ตอนแรกจะให้อยู่เป็นวันก่อน เราจะได้เตรียมบ้านให้พ่ออยู่ แต่ดูแล้วสถานที่ดี โอเค เป็นห้องเดี่ยว ก็บอกทุกคนว่าจะให้พ่ออยู่ที่นี่นะ

ทางคุณปูบอกว่าจะช่วยเดือนละหมื่นตั้งแต่ก่อนออกจากรพ. ตั้งแต่เขาบอกว่าดูแลไม่ไหวแล้ว ณภัทรเลยบอกว่าอยู่ศูนย์ดีกว่า ยังไงเราก็ต้องดูแลพ่อเรา จะลำบากยังไงก็ต้องดูแล พ่อเลี้ยงเรามาตั้งแต่เล็ก จนเราอายุขนาดนี้ พ่อยังไม่ทิ้งไปไหนเลย พ่อเป็นพ่อที่ดีมากๆ รักลูกทุกคน รักเพื่อนทุกคน พออยู่ศูนย์ คุณปูก็มาอาทิตย์ละวัน การพูดคุยของเราเริ่มน้อยลง ไม่เหมือนตอนแรกๆ ที่ทำงานด้วยกัน เขาอาจเหนื่อยหรือเปล่าที่ดูแลพ่อป่วยติดเตียง หรือเหตุผลอื่นหรือเปล่า ณภัทรไม่รู้ เขามาอาทิตย์ละวันในความเป็นเมีย มันน้อยไปไหม เพียงแค่ 20-30 นาที จะคิดว่ามีคนดูแลไม่ได้ เพราะมันเป็นห้องเดี่ยว พ่อเสมหะออกตลอดเวลา ไอตลอดเวลา มีการชักเกร็งได้ตลอดเวลา ต้องดูแลตลอด ณภัทรไม่เคยทวงถามหรืออะไร เดือนก.ย.คุณปูโอนเงินให้ 1 หมื่น เดือนที่สอง ณภัทรแจ้งไป คุณปูบอกว่าบอกว่าจะให้ตอนไปอยู่บ้านญาติ แต่ในความคิดณภัทร ไม่ว่าอยู่ไหน ถ้าคุณบอกจะช่วยหนึ่งหมื่นคุณก็ต้องช่วยใช่ไหม แต่ไม่เป็นไร

ตั้งแต่ต.ค. พ.ย. ไม่เคยถามอีกเลยว่าค่าใช้จ่าย 1 หมื่นจะโอนวันไหน ก็สิ้นสุดการพูดคุยกันระหว่างณภัทรกับคุณปู ณภัทรต้องดูพ่อตลอด อย่างที่เขาบอกว่าดูแล 26 วัน ณภัทรทำมากกว่าเขา ณภัทรทำคนเดียว ระหว่างเจ้าหน้าที่เข้ามา ณภัทรทำคนเดียวตลอด ไม่เคยรบกวนเจ้าหน้าที่เลย ถ้าถามความเหนื่อยเทียบกันไม่ได้หรอก มันเหนื่อยกันทุกคน พ่อคือผู้ป่วยที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ณภัทรต้องอยู่กับอารมณ์คุณพ่อ อยู่ๆ พ่อตาค้าง อยู่ๆ พ่อพูดไม่รู้เรื่อง น้ำลายไหล ณภัทรต้องอดทนแค่ไหนกับความรู้สึก
ณภัทรร้องไห้แทบไม่ออก มันอยู่ข้างในหมดแล้ว แต่พอณภัทรให้สัมภาษณ์ คนมองว่าณภัทรเข้ามาแทรกแซงครอบครัวเขา คิดหวังสมบัติจากเขา ณภัทรไม่เคยคิดตรงนี้ ณภัทรอยู่มา 29 ปี ถ้าจะเอาทำไปนานแล้ว ไม่ต้องรอพ่อป่วย สุดท้ายนี้ณภัทรดูแลคุณพ่อเอง เหมือนที่เขาให้ณภัทรดูแลเอง เหมือนที่เขาบอกว่าเลือดย่อมข้นกว่าน้ำ
เรื่องเงินคอนเสิร์ต ณภัทรต้องบริหารให้ดีอยู่แล้ว ถ้าเงินหมด คนเดือดร้อนคือณภัทรเอง เพราะณภัทรต้องดูแลพ่อไปตลอด ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่พ่อจะหายดี จะหายเป็นปกติไหม จะพูดจะหัวเราะได้เหมือนเดิมไหม ตอบไม่ได้เลย ทุกวันต้องสังเกตอาการพ่อตลอด วันนี้พ่ออารมณ์ดี ณภัทรก็ดีใจ วันไหนพ่อชักเกร็ง ณภัทรก็เครียด เพียงคนเดียว ถ้าถามว่าทำไมไม่มีน้องมาช่วย น้องทำงาน มาช่วยเฝ้าตอนกลางคืนบ้าง ต่างคนต่างมีหน้าที่ แต่ณภัทรอยู่ใกล้ที่สุด ณภัทรสามารถดูแลผู้ป่วยได้ ถ้าสิ่งที่อยู่ในใจ นี่ก็พูดมามากแล้ว ขอบคุณที่ให้ความสนใจข่าวอาการป่วยคุณพ่อ
มันเป็นปัญหาครอบครัว คนเราเมื่อใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง ไม่มีการพูดคุยกัน มันจะเคลียร์อะไรไม่ได้เลย แต่เมื่อไหร่คุณใจเย็น ไม่เอาอารมณ์โมโห อารมณ์โกรธเป็นที่ตั้ง ก็สามารพูดคุยกันได้ทุกอย่าง แม้คุณบอกเลิกรากันแล้ว การดูแลคุณพ่อตอนนี้เป็นหน้าที่เราเพียงคนเดียว เราก็ต้องทำงานเลี้ยงดูพ่อ เราทำธุรกิจน้ำมันเหลืองขาย ก็เป็นรายได้อันนึงที่จะไว้ดูแลคุณพ่อ
ทนาย : “ในส่วนกฎหมาย ตอนนี้จะดำเนินการขอให้คุณภัทรเป็นผู้อนุบาลคุณพ่อ เพราะจะได้เป็นผู้แทน หรือเป็นคนติดต่อกับหน่วยงานราชการ หรือการขอใช้สิทธิ์ต่างๆ ก็ขอดำเนินการอยู่ อีกส่วนคือในโลกโซเชียลที่เข้าใจผิดๆ ก็ต้องเข้ามาดูแลว่าใครแสดงความคิดเห็นเกินเลย หรือไม่สุจริต ก็ต้องปกป้องชื่อเสียงคุณพ่อเด๋อ ถ้าคอมเมนต์ไม่จริง ก็อาจมีการฟ้อง แต่ดูเป็นรายๆ ไป ถ้าเกินไป เป็นการด่าทอคงรับไม่ได้ ซึ่งค่อนข้างเยอะมาก ก็ต้องค่อยๆ ดู
เราไม่ได้ดูเลย เพราะทำให้เสียกำลังใจในการดูแลคุณพ่อ เราจะเครียด ส่วนที่ซีเรียสน่าจะเป็นเรื่องเราทำให้เขาแตกแยก และหวังสมบัติ เขาไม่รู้ว่าเราอยู่กับครอบครัวนี้มายาวนานแค่ไหน ถ้าอยากรู้ว่าพ่อเรารักหวานชื่นคุณปูมากแค่ไหน ลองไปเปิดรายการคดีสีชมพูของเวิร์คพอยท์ดู อันนั้นจะตอบโจทย์ได้ทุกอย่าง วันแรกที่เขาออกราย การสี่ทุ่มสแควร์ทางรายการจะให้เราไป แต่เราอายุมากแล้ว เราห่างจากเขา 4-5 ปี ก็บอกให้หลานไปดีกว่า หลานสองสามขวบ เอาดอก ไม้ไปให้พี่ปู ทุกคนถามว่ารู้ไหมคุณพ่อรักคนนี้ เราไม่เคยรู้เรื่อง เราก็เลยไปดูว่าใคร ก็เลยได้รู้ แต่พ่อรักเขาเราก็ดีใจ ในเมื่อคุณพ่อมีครอบ ครัวใหม่ก็บอกว่าอย่ามีเรื่องผู้หญิงนะ พ่อก็บอกว่าไม่มี ยิ่งตอนทำงานด้วยกัน เจอทุกวัน เข้ามาพ่อก็ไปซื้อกับข้าวให้กิน ดูแลตลอด ธุรกิจที่เขาทำกันมา เขาไม่ใช่ม้าใช้ เขาร่วมกันคิดร่วมกันทำ ข้อตกลงในแต่ละบ้านไม่เหมือนกัน ถนัดแบบไหนก็ทำแบบนั้น แต่พ่อไม่เคยเอาเปรียบ เริ่มต้นเขาอยากให้เราไปทำอะไร เราก็ทำให้ได้ ทำวีซ่าให้น้องไปเรียนไปเที่ยว เราก็ทำให้
เริ่มตั้งแต่คุณพ่อกลับมาอยู่บ้าน คุณพ่อติดเตียง พี่เขาคงเหนื่อยหรือเปล่า ก็พูดว่าเมื่อไหร่คุณจะหาย ค่าใช้จ่ายสูงนะ ฟังแล้วก็รู้สึกว่าคนเป็นสามีภรรยากัน ไม่น่าใช้คำนี้ เพิ่งออกจากรพ. 2 อาทิตย์เอง ใจก็เริ่มหมดลงๆ ก็ให้ครอบครัวเขาดูแลกันเองใน 26 วันนั้น ทำหน้าที่แค่ทำอาหารไปส่งพ่อ แต่ไม่ได้ทิ้งพ่อนะ
ส่วนเรื่องพี่ขวัญ เขาอยู่กัน 3 คนในห้อง คนนึงพูดไม่ได้ แต่ได้คุยกับพี่ขวัญ เหมือนตอนให้สัมภาษณ์ พี่ขวัญเขาคนบ้านๆ ก็พูดว่าวันนี้เจอคุณปูนะ พี่ก็ขอโทษนะ แก่ๆ กันแล้ว เขามาเพราะเห็นว่าป่วย มาเยี่ยม ไม่ได้คิดอะไรเลย มันแล้วแต่มุมมอง อย่างเรามองว่าดีแล้วขอ โทษกันไปจะได้จบๆ ได้บอกเขาว่าไม่มีอะไร ที่ผ่านมาเขาก็ไม่ได้มีอะไร ก็ถามว่าถามจริงๆ พี่มีอะไรกับพ่อหรือเปล่า ถ้ามีก็ไม่ต้องมา เขาบอกไม่มี พ่อเคยช่วยเหลือเขาเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว ลูกเขายังเล็ก พ่อใจดี แล้วไม่ได้ใจดีกับเขาคนเดียว เขาช่วยทุกคนที่ลำบาก เขามีจิตที่ดีก็ไม่ได้ว่าอะไร คำว่าแก่ๆ กันแล้ว ในมุมเรา เราเห็นพี่ขวัญแล้ว เขาเป็นคนต่างจังหวัด คงมาคิดคำสละสลวยสวยเก๋ไม่ได้ เพราะเขาบอกว่าเขาไม่รู้จะพูดยังไง เขาบอกว่าเขาเสียใจมากที่ออกมาแล้วทำให้พ่อเสียหายมากกว่านั้น แต่ใจจริงเขาไม่มีอะไรเลย ถ้าพ่อจะให้พี่ขวัญเป็นเมียอีกคน ทุกคนต้องรู้ ต้องพาไปโน่นไปนี่ แต่นี่พ่อมีพี่ปูคนเดียว ไปเที่ยวกับอาเป็ดบอกว่าซื้ออันนี้ไปฝากปู ไม่เคยบอกซื้อไปฝากคนอื่น
เคยจดทะเบียนปี 2521 แล้วคุณพ่อคุณแม่ก็หย่ากันปี 30 คุณแม่ไปแต่งงานใหม่ คุณพ่อไม่ทำธุรกรรมอะไรพวกนี้ ถ้าทำเราจะรู้หมด กับพี่ขวัญไม่มีจดทะเบียน มีเอกสาร
ทนาย : “เราไปตรวจสอบสำนักงานเขตให้ค้น เด๋อไม่มีการจดทะเบียนสมรสกับผู้หญิงอื่น จดกับแม่คุณเปิ้ลคนเดียว”
เปิ้ล : “จริงๆ ไม่ติดใจอะไรสักอย่าง มุมมองแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถ้าคนเราครอบครัวเดียวกัน เราควรรักกัน พูดคุยกัน อธิบายกัน แบบนี้ดี ไม่ดี แบบนี้ชอบไม่ชอบ ก็พูดคุยกัน อย่าเมินเฉย หันหน้าหนี เดินหนี คิดว่าไม่สมควร ไม่ถูกต้อง ไม่งั้นเรื่องก็คงมาไม่ถึงวันนี้ เขาตัดขาดพ่อเราก่อนหรือเปล่า ที่ออกรายการ คุณปูตัดขาดพ่อก่อน ถึงออกมาอธิบายว่าพ่อไม่ได้เป็นอย่างที่พูด พ่อไม่ได้เกาะผู้หญิงกินนะ พ่อช่วยเหลืองานทุกอย่าง ครอบครัวแต่ละครอบครัว สามีภรรยาก็ต้องมีการตกลงกันอยู่แล้ว คนนึงถนัดแบบไหนก็ทำไป ธุรกิจอย่างปูเป็นคนเก็บ พ่อไม่ได้เป็นคนเก็บ
ก่อนลงลูกชิ้นหมูปูเด๋อ ได้รับลูกชิ้นจากเพื่อนคุณพ่อมาขายก่อนแล้ว มันก็เป็นทุนที่เป็นธุรกิจร่วมกันมาก่อนแล้ว แต่คำพูดพี่ปูก็ไม่สามารถก้าวล่วงได้ว่าเงินของใคร แต่ที่รู้อยู่ในเหตุการณ์ตลอด ช่วยขายตลอด ไม่ใช่อยู่ดีๆ สร้างโรงงานลูกชิ้นไปรับจากเพื่อนคุณพ่อมาขายก่อน ขายดีด้วย ขายได้เป็นแสน ส่วนสมบัติก็จะยาก ว่าอันไหนของพ่อ อันไหนของพี่ปู ก็ต้องค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำไป แต่ไม่เคยก้าวล่วงสมบัติเขา ทำงานกับเขา คือรับค่าจ้างไป แต่รู้ว่ามีรายรับที่ดีมาก แค่นั้นเอง ตอนพ่อป่วยที่รพ. เขาบอกว่าเอาพระเลี่ยมทอง เอาไปหลอมขายแล้วนะ ได้เงิน 6.5 หมื่น ก็คิดว่าต้องขนาดนี้แล้วเหรอ แต่เราก็ไม่ได้พูดอะไร ถึงเวลาต้องซื้อเตียง ในเมื่อเขาบอกพ่อเรามีเงิน 6.5 หมื่น ก็ซื้อเตียง ออกซิเจนให้อยู่ใน 6.5 หมื่น คิดว่าไม่น่าเกิน 2 แสนนะ หัก 6.5 หมื่นไปด้วย
ไม่เคยถามเรื่องเงินทองกับพ่อ เราจะรู้เท่าที่เรารับรู้ได้ พ่อไม่ได้เป็นคนเก็บเงินเก่งขนาดนั้น พ่อใจดี ชอบให้ ก็อย่างที่ย้ำ ผัวเมียก็ต้องมีข้อตกลงว่าจะยังไง อยู่ด้วยกันมา 29 ปี คุณไม่มีการตกลงกันเหรอ ไม่อยากมาก็ไม่เป็นไร เพราะที่ผ่านมา พ่อก็ให้ตนยอมเสมออยู่แล้ว ทนายลั่นทรัพย์สินเป็นกรรมสิทธิ์ร่วม แต่ตอนนี้เด๋อป่วยอยู่ ไม่มีความคิดไกลถึงขนาดนั้น เพราะจะกระทบทุกฝ่าย อยากรักษาให้หายก่อนแล้วให้เด๋อตัดสินใจเอง ถามว่าเสียใจไหม ไม่ค่อย โฟกัสที่พ่อเป็นหลัก คุณไม่อยากมาก็ไม่ต้องมา ไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำ ที่ผ่านมาก็ไม่เคยขัดใจ พ่อรักเขามาก บอกให้เรายอม ลูกห้ามเถียง พูดไม่ดีกับทางนี้เลย ไม่ให้ก้าวก่าย จนเราต้องบอกว่าไม่ต้องพูดไม่ต้องอ้าง เราไม่ไปก้าวก่ายอยู่แล้ว จนพ่อติดเตียง”

ทนาย : “การที่เป็นสามีภรรยา ทำมาหาร่วมกัน เป็นกรรมสิทธิ์ร่วม ทั้งสองฝ่ายมีสิทธิ์ในทรัพย์สินคนละครึ่ง เพียงแต่หารือว่าในเวลานี้คุณพ่อป่วยอยู่ ยังไม่มีความคิดไกลขนาดนั้น รักษาคุณพ่อให้หายก่อน แล้วถ้าพ่อหายดีก็ให้คุณพ่อตัดสินใจดีกว่า ยังไม่เหมาะสมที่จะคิดไปถึงขนาดนั้น กรรมสิทธิ์ร่วมก็อาจจะยากนิดนึงว่าร่วมยังไง แต่ยังไปไม่ถึงขั้นนั้น สุดท้ายมันกระทบกับหลายฝ่าย พ่อก็ยังป่วย คุณปูก็ดูแลลูกสาว ไม่อยากให้มีผลกระทบกับลูกสาว หวังว่าคุณพ่อจะหายในเร็ววันและออกมาพูดคุย”
เปิ้ล : “วันนี้อยากชี้แจงว่าพ่อไม่ได้เป็นอย่างที่เขากล่าวหา บางทีว่าคุณพ่อแรงเกินไป เขาลืมไปหรือว่าคุณพ่อติดตียง พูดไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ได้ อารมณ์ก็ไม่ปกติ ถ้าฟังข่าวก็ย้ำว่าพ่อป่วยติดเตียงนะ พูดไม่ได้”
ทนาย : “แค่ชี้แจงว่าหลังหย่าแม่ พ่อไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับใคร เขาพูดแบบนั้นอาจน้อยใจหรือเปล่า ก็คงไม่ได้ดำเนินการอะไร”










