3 พี่น้องอเมริกัน ตามหาผู้มีพระคุณชาวอุบลฯ เคยช่วยชีวิตสมัยสงครามเวียดนาม 55 ปีไม่เคยลืมบุญคุณ

3 พี่น้องอเมริกัน ตามหาผู้มีพระคุณชาวอุบลฯ เคยช่วยชีวิตสมัยสงครามเวียดนาม 55 ปีไม่เคยลืมบุญคุณ

0

3 พี่น้องอเมริกัน ตามหาผู้มีพระคุณชาวอุบลฯ เคยช่วยชีวิตสมัยสงครามเวียดนาม 55 ปีไม่เคยลืมบุญคุณ

      เรื่องราวประทับใจนี้ รายงานโดยเพจ อุบลคอนเนกต์ โดยแชร์ว่า

3 พี่น้องชาวอเมริกัน เดินทางทางข้ามทวีป เพื่อตามหาชายผู้มีพระคุณช่วยชีวิตครอบครัว สมัยสงครามเวียดนามหรือ 55 ปี ที่ผ่านมา สุดท้ายด้วยความช่วยเหลือของชาวอุบลฯ ช่วยกันค้นหาจนพบว่ายังมีชีวิตอยู่ และทำฝันของ 3 อเมริกันได้เป็นความจริง

อ่านข่าวต่อ: “แอนโทเนีย โพซิ้ว” ซัพพอร์ตผู้อพยพชายแดนไทยกัมพูชา

3 พี่น้องอเมริกัน

3 พี่น้องอเมริกัน

       ผู้สื่อข่าวรายงานเรื่องราวความประทับใจดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อประมาณต้นเดือนธันวาคม 2568 มี 3 พี่น้องครอบครัวชาวอเมริกัน ได้แก่ มิสเตอร์ราอูล ลาร์เมียร์บัตแลนด์” 66 ปี / มิส ลิซ่ารี พาวเวลล์กูลด์” 63 ปี / มิสเตอร์มาร์ค เจมส์ บัตแลนด์อายุ 62 ปี เดินทางมาที่จังหวัดอุบลราชธานี และเข้าขอความช่วยเหลือจากผู้สื่อข่าวให้ช่วยตามหาชายนายพูน ไม่ทราบชื่อจริง นามสกุล พงษ์อารีย์

      ซึ่งทั้ง 3 คน บอกว่านายพูนเป็นผู้ที่มีพระคุณและเคยช่วยชีวิต ทั้ง 3 คน ไว้เมื่อสมัยสงครามเวียดนาม ปี 1971 หรือเมื่อ 55 ปี ก่อน

       นายมาร์ค เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า นายเคนเนธ (พ่อของตน) เป็นทหารของกองทัพสหรัฐอเมริกา และเป็นผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ของกองทัพอากาศสหรัฐฯสมัยสงคราวเวียดนาม ปี 1971 ต้องเดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ ที่จังหวัดอุบลราชธานี ตนเองและครอบครัวจึงได้เดินทางมาตามอยู่ที่ จังหวัดอุบลราชธานี

      นายมาร์ค เล่าต่ออีกว่า นายเคนเนธ ผู้เป็นพ่อ ได้พบกับนายพูน และ ครอบครัวที่ จังหวัดอุบลราชธานี นายพูนได้ช่วยเหลือครอบครัวของตน หาที่อยู่ให้และดูแลตนเองและครอบครัวตลอดระยะเวลาที่อยู่จังหวัดอุบลราชธานี นานถึง 13 เดือน ก่อนที่ตนเองและครอบครัวจะเดินทางกลับสหรัฐฯ      

3 พี่น้องอเมริกัน

3 พี่น้องอเมริกัน

        นายมาร์ค บอกอีกว่า ครั้งหนึ่งตนเองและครอบครัวได้รับเกียรติ ให้เป็นแขกในงานแต่งงานที่ สปป.ลาว ตอนนั้นครอบครัวถูกชายเวียดกง เข้ามาหาเรื่องและพยายามใช้อาวุธมีดเข้ามาทำร้ายตนเองและครอบครัว นายพูนได้เข้าไปขวาง ดึงครอบครัวตนออกจากที่เกิดเหตุ ภรรยาของนายพูนได้พาตนเองและครอบครัวไปหลบซ่อนที่วัดแห่งหนึ่ง เมื่อกลุ่มเวียดกงเหล่านั้นกลับไป นายพูนจึงได้รีบพาตนเองและครอบครัวออกจาก สปป.ลาว ทันที และในตอนเช้ากลุ่มชายชาวเวียดกงก็ยกพวกกลับมาค้นหาครอบครัวของตนเพื่อฆ่าพวกตนอีกครั้ง แต่ตนเองได้หนีกลับออกมาได้ก่อน นั้นคือการช่วยชีวิตครั้งแรก

       หลังจากกลับมาถึง จังหวัดอุบลราชธานี ตนเองและครอบครัวต้องย้ายบ้านหนีกลุ่มเวียดกงอีกครั้งเพราะ เวียดกง กลุ่มนี้ได้สืบรู้ว่าตนเองและครอบครัวอยู่ที่ไหน นายพูนจึงได้พาครอบครัวของตนไปเช่าบ้านอยู่อีกที่ และเข้าเรียนที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในตัวอำเภอเมืองอุบลราชธานี นายพูนซึ่งเป็นนักมวยอยู่แล้วได้สอนวิชามวยไทยให้ป้องกันตัว

      ต่อมาปี 1972 ตนเองและครอบครัวได้กลับไปประเทศสหรัฐอเมริกา และไม่ได้ติดต่อกับครอบครัวของนายพูนอีกเลย จากนั้นพ่อและแม่ของตนก็เสียชีวิต ตนเองและพี่น้องทั้ง 3 คน ยังคงรักและคิดถึงนายพูนและครอบครัวเสมอ

       จนเวลาผ่านมา 55 ปี พี่น้องทั้ง 3 คนจึงได้ตัดสินใจเดินทางกลับมาที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อตามหานายพูนและตอบแทนบุญคุณ นายพูนและครอบครัว แต่ตนเองก็คิดว่าเป็นภารกิจที่ยากมากเพราะนายพูนอาจจะไม่อยู่แล้ว

       หลังจากที่รับทราบเรื่องราว ผู้สื่อข่าวได้รวบรวมจิตอาสา และล่ามภาษาในการลงพื้นที่สำรวจบ้านเช่าที่เคยอยู่เพื่อหาเบาะแสอยู่ 3 วัน จนทราบข่าวจาก นางสาวพิศทยา ไชยสงคราม นายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี ว่านายพูนที่ตามหา ยังมีชีวิตอยู่ขณะนี้อายุ 80 ปี อยู่ที่อำเภอกันรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ จากนั้นได้มีการ วีดีโอคอลระหว่างนายพูน กับ ครอบครัวชาวอเมริกันทั้ง 3 คน ทั้งหมดยืนยันว่าเป็นคนเดียวกันกับที่ตามหาทั้งหมดดีใจและเดินทางไปพบกับนายพูนที่บ้านพัก ในจังหวัดศรีสะเกษ

3 พี่น้องอเมริกัน

3 พี่น้องอเมริกัน

        นาทีที่ตนทราบว่าเจอนายพูนแล้ว ตอนนั้นตนนอนอยู่บนเตียงโรงพยาบาล ขาหัก นายกเทศมนตรีเข้ามา เอาโทรศัพท์มาให้ฉัน และ ในสายคือ นายพูน ทันทีที่เห็นหน้าตนรู้เลย นั่นคือพูน มันเป็นช่วงเวลาที่สะเทือนอารมณ์มาก 55 ปีแล้ว ที่ตนไม่ได้เห็นใบหน้านั้น แต่ฉันจำได้ทันที พี่สาว พี่ชาย ทุกคนรู้ทันทีนั่นแหละคือช่วงเวลาที่เราหาเขาเจอ

      เขาน่าทึ่งมากจริง ๆ พวกตนได้มีโอกาสเจอกันและได้ตอบแทนบุญคุณ นายพูนที่คอยดูแลพวกตนช่วงที่อยู่ จังหวัดอุบลราชธานี วันนี้พวกเราจึงได้พานายพูนมาตรวจร่างกายและรักษาเรื่องการมองเห็น การได้ยิน และโรคประจำตัวต่างๆ

       นายพูน เล่าว่าตนเองได้มาเจอกับพ่อของมาร์ช่วงที่มาประจำการที่สนามบินอุบลสมัยสงครามเวียดนาม ตอนนั้นตนเองมีอาชีพปั่น 3 ล้อรับส่งคน พ่อของมาร์ก็ชวนตนเองมาทำงานด้วยเพราะ มาร์คและพี่ชาย พี่สาว ตอนนั้นยังเด็ก ตนเองต้องคอยดูแลหาข้าวหาน้ำให้กิน

      ตนเองรู้สึกดีใจภูมิใจมากที่ทั้ง 3 คน ไม่ลืมตนยังกลับมาตามหาทั้งที่ผ่านไปตั้งหลายสิบปี 

       ไม่คิดไม่ฝันว่าทั้ง 3 คนจะกลับมาตามหาเพราะตนย้ายมาอยู่ที่ อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ แต่มาร์คและพี่ชาย ไปตามหาที่จังหวัดอุบลราชธานี เป็นสัปดาห์ถึงมาหาเจอกัน ตอนที่เจอกันต่างคนต่างเข้ามากอดกันร้องไห้กันหมดดีใจที่ได้มาเจอ นายพูนบอกอีกว่าขอขอบคุณทุกคนที่ช่วยตามหาทำให้ตนและครอบครัวของมาร์คได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Comments